ค้นหาข้อมูล

Background Image

การศึกษา

คุณสมบัติและการเตรียมความพร้อม

คุณสมบัติของผู้สมัคร

  • สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า
  • มีคุณสมบัติครบถ้วนตามข้อบังคับว่าด้วยการศึกษาขั้นปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และเป็นไปตามข้อกำหนดของสัตวแพทยสภา

สัตวแพทย์เหมาะกับคุณหรือไม่?

การเป็นสัตวแพทย์คือการประกอบอาชีพที่มีคุณค่าและมีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของสัตว์ รวมถึงส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพของมนุษย์และความปลอดภัยทางอาหาร อย่างไรก็ตาม การเรียนและการทำงานในสายอาชีพนี้ต้องอาศัยคุณสมบัติหลายด้าน เช่น

  • สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดี ทั้งเจ้าของสัตว์และทีมวิชาชีพที่หลากหลาย
  • มีทักษะในการเรียนรู้ วิเคราะห์ และเชื่อมโยงองค์ความรู้ที่ซับซ้อน
  • พร้อมพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านความรู้และทักษะวิชาชีพ
  • จัดลำดับความสำคัญ วางแผน และตัดสินใจอย่างมีเหตุผล
  • รับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้รวดเร็ว และมีความอดทนต่อการทำงานที่ใช้เวลานาน
  • มีความยืดหยุ่น ปรับตัวได้ดี และสามารถรับมือกับความเครียดได้

คุณสมบัติของผู้สมัคร (รายละเอียด)

คุณสมบัติทั่วไป

คุณสมบัติทั่วไปเป็นไปตามประกาศการรับสมัครในแต่ละโครงการ

คุณสมบัติด้านสุขภาพ

มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงและปราศจากโรค อาการของโรค หรือความพิการอันจะเป็นอุปสรรคต่อการศึกษา การปฏิบัติงาน และการประกอบวิชาชีพเวชกรรม ตามประกาศภาคีคณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย เรื่องคุณสมบัติเฉพาะของผู้สมัครเข้าเรียนหลักสูตรสัตวแพทยศาสตรบัณฑิต ฉบับ พ.ศ. 2559 (ดูรายละเอียด)

ทั้งนี้ หากผู้สมัครผ่านการคัดเลือกและเข้าศึกษาในหลักสูตรแล้ว ภายหลังเกิดความบกพร่องทางร่างกายตามที่ระบุไว้ หลักสูตรจะพิจารณาความเหมาะสมเป็นรายกรณี โดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ในการเรียนให้บรรลุผลลัพธ์และสมรรถนะขั้นต่ำที่กำหนดไว้ รวมถึงความปลอดภัยของผู้เรียน สัตว์ และบุคคลที่เกี่ยวข้อง คณะฯ พร้อมพิจารณาจัดการสนับสนุนที่เหมาะสม เช่น การจัดลิฟต์ ทางลาด หรือการเรียนในรูปแบบออนไลน์ในบางส่วน อย่างไรก็ตาม ในรายวิชาที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานกับสัตว์ จะต้องได้รับการพิจารณาและอนุมัติจากกรรมการบริหารหลักสูตรเป็นรายกรณี ทั้งนี้ผู้เรียนสามารถศึกษาเพิ่มเติมเรื่องการโอนย้ายไปเรียนในคณะอื่นได้โดยการเทียบรายวิชาตามระเบียบของมหาวิทยาลัย

คุณสมบัติพื้นฐานของการเป็นสัตวแพทย์ (Inherent Requirements)

หลักสูตรสัตวแพทยศาสตรบัณฑิต (สพ.บ.) มุ่งพัฒนานิสิตให้มีความพร้อมในการประกอบวิชาชีพสัตวแพทย์อย่างมีคุณภาพ ภายใต้ระยะเวลาการศึกษาตลอด 6 ปี นิสิตจะต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่หลากหลาย ทั้งในด้านวิชาการและภาคปฏิบัติ โดยจำเป็นต้องมีความรู้พื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ ความรู้เฉพาะทางด้านสัตวแพทย์ ตลอดจนทักษะวิชาชีพ และทักษะด้านอื่น ๆ (non-technical skills) เพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยในบริบทที่แตกต่างกัน

นิสิตจะต้องผ่านการฝึกปฏิบัติในสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย ทั้งในห้องเรียน ห้องปฏิบัติการ และสถานที่ฝึกงานจริง เช่น โรงพยาบาลสัตว์ ฟาร์มสัตว์ โรงฆ่าสัตว์ และสถานที่เรียนรู้อื่น ๆ ที่มีสภาพแวดล้อมแตกต่างกัน ซึ่งอาจต้องสัมผัสกับสัตว์ มูลและสารคัดหลั่ง สารเคมีต่าง ๆ (เช่น สารฆ่าเชื้อ ฟอร์มาลิน) รวมถึงเชื้อโรคที่อาจเป็นอันตราย ดังนั้น นิสิตจึงต้องสามารถปฏิบัติงานได้อย่างปลอดภัย ทั้งต่อตนเอง เพื่อนร่วมงาน สัตว์ และเจ้าของสัตว์

นอกจากนี้ นิสิตต้องมีความรู้และสามารถปฏิบัติ "การุณยฆาต" ได้อย่างเหมาะสม โดยคำนึงถึงหลักวิชาการและจรรยาบรรณทางสัตวแพทย์ ผู้เรียนจะต้องแสดงให้เห็นถึงคุณลักษณะของความเป็นสัตวแพทย์มืออาชีพ ได้แก่ ความเห็นอกเห็นใจต่อสัตว์และผู้คน ทักษะการสื่อสาร การทำงานเป็นทีม ความรับผิดชอบต่อวิชาชีพ มีจริยธรรม และสามารถสร้างปฏิสัมพันธ์กับบุคคลจากหลากหลายวัฒนธรรมและศาสนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จากพื้นฐานและลักษณะของการเรียนในหลักสูตรสัตวแพทยศาสตรบัณฑิต (สพ.บ.) และข้อกำหนดสำหรับการประกอบวิชาชีพสัตวแพทย์ จึงสามารถจัดหมวดหมู่คุณสมบัติพื้นฐานที่นิสิตสัตวแพทย์ควรมี ออกเป็น 9 ด้าน ดังนี้ (คลิกที่แต่ละด้านเพื่อดูรายละเอียดและตัวอย่าง)

ด้านที่ 1 – กฎหมายและข้อบังคับ (Legal and Regulatory Compliance)

นิสิตจำเป็นต้องรู้และปฏิบัติตามระเบียบและข้อบังคับของมหาวิทยาลัยและคณะอย่างเคร่งครัด เช่น การใช้ห้องปฏิบัติการ การฝึกงาน ซึ่งการปฏิบัติตามกฎเหล่านี้ช่วยลดความเสี่ยงจากอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับตนเองและผู้อื่น และสร้างความพร้อมในการเป็นผู้ประกอบวิชาชีพที่มีความรับผิดชอบ และเมื่อนิสิตสำเร็จการศึกษาและเริ่มประกอบอาชีพสัตวแพทย์ ต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพ

ตัวอย่าง

  • นิสิตปฏิบัติตามข้อบังคับว่าด้วยการศึกษาระดับปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (registrar.ku.ac.th/edu-rules)
  • สัตวแพทย์ปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น พระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 และกฎหมายลูกโรคระบาดสัตว์ พระราชบัญญัติควบคุมการฆ่าสัตว์และจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ. 2535 พระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. 2557 กฎหมายลูกทารุณกรรมสัตว์ พระราชบัญญัติโรคพิษสุนัขบ้า พ.ศ. 2535 พระราชบัญญัติวิชาชีพการสัตวแพทย์ พ.ศ. 2545 พระราชบัญญัติสาธารณสุข 2535 พระราชบัญญัติควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ. 2558 พระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535
ด้านที่ 2 – ความมั่นคงทางอารมณ์และพฤติกรรม (Emotional and Behavioural Stability)

สัตวแพทย์ต้องทำงานในสถานการณ์ที่มีความกดดันสูงและคาดเดาได้ยาก เช่น การดูแลสัตว์ป่วย การสื่อสารกับเจ้าของสัตว์ที่อยู่ในภาวะเศร้าโศก หรือการทำงานร่วมกับผู้อื่นภายใต้เงื่อนไขที่กดดันและท้าทาย ซึ่งอาจมีความคิดเห็นไม่ตรงกัน การมีความมั่นคงทางอารมณ์และพฤติกรรมจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม มีสติ และรักษาความเป็นมืออาชีพไว้ตลอดเวลา

นิสิตจำเป็นต้องแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการจัดการอารมณ์ ปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง และเปิดรับคำแนะนำหรือข้อเสนอแนะจากอาจารย์และผู้ควบคุมการฝึกงานด้วยทัศนคติที่สร้างสรรค์ นอกจากนี้ นิสิตควรตระหนักถึงสุขภาพกายและใจของตนเอง สามารถประเมินความพร้อมของตน และขอความช่วยเหลือเมื่อจำเป็น เช่น เมื่อต้องรับมือกับความเครียดหรือภาระงานที่เกินขีดความสามารถ

เพราะการเป็นสัตวแพทย์ไม่ใช่เพียงการมีความรู้หรือทักษะวิชาการเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสามารถจัดการกับอารมณ์ของตนเองในสถานการณ์จริง ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างราบรื่น และมีความเป็นมืออาชีพ หากขาดความมั่นคงทางอารมณ์ อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพของการให้บริการ ความปลอดภัยของสัตว์ และความเชื่อมั่นของเจ้าของสัตว์และทีมงานร่วมวิชาชีพ

ตัวอย่าง

  • สามารถควบคุมอารมณ์ได้เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่ตึงเครียดหรือไม่พึงประสงค์
  • เปิดรับข้อเสนอแนะแบบสร้างสรรค์และนำไปใช้ในการพัฒนาตนเอง
  • กล้าขอคำปรึกษาและความช่วยเหลือเมื่อต้องการ
  • ปรับตัวเมื่อเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงหรือเหตุการณ์ไม่คาดคิด
  • แสดงท่าทีที่สงบ สุภาพ และเป็นมืออาชีพในทุกสถานการณ์
ด้านที่ 3 – จรรยาบรรณและความรับผิดชอบ (Ethics and Professional Responsibility)

สัตวแพทย์เป็นวิชาชีพที่ต้องปฏิบัติงานภายใต้กรอบจรรยาบรรณวิชาชีพอย่างเคร่งครัด ดังนั้น นิสิตในหลักสูตรสัตวแพทยศาสตรบัณฑิตจึงจำเป็นต้องแสดงให้เห็นถึงความรู้ ความเข้าใจ และการปฏิบัติตามจรรยาบรรณวิชาชีพ รวมถึงแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสมกับมาตรฐานความคาดหวังของวิชาชีพสัตวแพทย์

การปฏิบัติตามจรรยาบรรณและนโยบายที่เกี่ยวข้อง ไม่เพียงแต่ส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างนิสิตกับเพื่อนร่วมรุ่น อาจารย์ บุคลากร ลูกค้า และประชาชนทั่วไป แต่ยังส่งผลต่อความปลอดภัยและสวัสดิภาพของสัตว์โดยตรง นิสิตต้องสามารถปฏิบัติงานโดยคำนึงถึงความถูกต้อง โปร่งใส และความเคารพต่อผู้อื่น รวมถึงต้องจัดการข้อมูลที่เป็นความลับอย่างระมัดระวัง และตัดสินใจบนพื้นฐานของจริยธรรมเมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ซับซ้อนหรือขัดแย้ง เช่น การดูแลสัตว์ที่มีข้อจำกัดด้านค่าใช้จ่ายของเจ้าของ หรือเมื่อพบปัญหาเกี่ยวกับสวัสดิภาพสัตว์ เพราะสัตวแพทย์มีบทบาทในการดูแลชีวิตสัตว์ สื่อสารกับผู้คน และตัดสินใจในสถานการณ์ที่ส่งผลกระทบทางจริยธรรม การแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสมและมีความรับผิดชอบจึงช่วยเสริมสร้างความไว้วางใจต่อวิชาชีพสัตวแพทย์ และส่งผลดีต่อทั้งสังคมและสัตว์ที่ได้รับการดูแล

ตัวอย่าง

  • ไม่มีประวัติการกระทำผิดทางวินัยหรือทางวิชาการ
  • เคารพและรักษาความลับของข้อมูลทางคลินิกและผู้รับบริการ
  • ใช้หลักจริยธรรมประกอบการตัดสินใจในสถานการณ์ที่ซับซ้อน เช่น การวางแผนการรักษาที่คำนึงทั้งข้อจำกัดของเจ้าของสัตว์และสวัสดิภาพของสัตว์
ด้านที่ 4 – การสื่อสาร (Communication)

หลักสูตรสัตวแพทยศาสตรบัณฑิต (สพ.บ.) มุ่งเน้นให้นิสิตมีทักษะการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพทั้งด้านการพูด การสื่อสารที่ไม่ใช้คำพูด และการเขียน การสื่อสารเหล่านี้อาจเกิดขึ้นแบบสองทางหรือหลายทาง ไม่ว่าจะเป็นระหว่างบุคคล หรือระหว่างมนุษย์กับสัตว์ ทักษะการสื่อสารที่ดีช่วยให้การเรียนรู้ การฝึกปฏิบัติงาน และการดูแลสัตว์เป็นไปอย่างราบรื่น มีประสิทธิภาพ และปลอดภัย

การสื่อสารด้วยวาจา

การพูดภาษาไทยอย่างชัดเจนและเหมาะสมกับบริบทมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยในการปฏิบัติงานของนิสิต เพื่อนร่วมงาน และสัตว์ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ต้องควบคุมหรือจัดการพฤติกรรมของสัตว์อย่างเร่งด่วน นิสิตต้องสามารถเข้าใจและตอบสนองต่อการสื่อสารด้วยวาจาได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม และทันเวลา แม้ในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงรบกวน รวมถึงสามารถให้คำแนะนำที่ชัดเจนเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ต้องการการจัดการอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ

ตัวอย่าง

  • การเข้าร่วมกิจกรรมการสอน การจำลองสถานการณ์ และการอภิปรายทางคลินิก
  • การตอบสนองอย่างเหมาะสมต่อคำขอหรือคำแนะนำในสถานการณ์จริงในคลินิก

การสื่อสารที่ไม่ใช้คำพูด

การใช้ภาษากายอย่างเหมาะสม เช่น สีหน้า น้ำเสียง การสบตา ท่าทาง และการเคลื่อนไหวร่างกาย ล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญของการสื่อสารที่ไม่ใช้คำพูด นิสิตต้องสามารถรับรู้ ตีความ และตอบสนองต่อสัญญาณพฤติกรรมของคนและสัตว์ได้อย่างเหมาะสม มีความมั่นใจในการแสดงออก และตระหนักถึงพฤติกรรมของตนเองในบริบททางการศึกษาและวิชาชีพ ความสามารถนี้ไม่เพียงส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างนิสิตกับเจ้าของสัตว์หรืออาจารย์เท่านั้น แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการสังเกตอาการสัตว์ วินิจฉัยโรค และดูแลสัตว์ได้อย่างปลอดภัย

ตัวอย่าง

  • การรับรู้และตอบสนองอย่างเหมาะสมต่อสถานการณ์ในห้องเรียน
  • การตีความและตอบสนองต่อสัญญาณพฤติกรรมของสัตว์ในบริบทคลินิก

การสื่อสารด้วยการเขียน

การสื่อสารด้วยลายลักษณ์อักษร โดยเฉพาะในภาษาไทย เป็นทักษะที่สำคัญในวิชาชีพสัตวแพทย์ ทั้งในการบันทึกข้อมูลเวชระเบียน การเขียนรายงาน หรือการสื่อสารกับเจ้าของสัตว์ นิสิตต้องสามารถเขียนอย่างเป็นระบบ ชัดเจน และเหมาะสมกับบริบทของงาน รวมถึงสามารถถ่ายทอดเนื้อหาทางวิชาการได้อย่างถูกต้องตามมาตรฐาน เพื่อให้การปฏิบัติงานทางคลินิกมีความแม่นยำ ตรวจสอบได้ และสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ตัวอย่าง

  • การจัดทำบันทึกทางสัตวแพทย์ให้ถูกต้อง ตรงเวลา และเป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพ
  • การเขียนคำแนะนำหรือเอกสารสำหรับเจ้าของสัตว์ในลักษณะที่เข้าใจง่ายและถูกต้องตามหลักวิชาการ
ด้านที่ 5 – ความรู้และการคิดวิเคราะห์ (Knowledge and Cognition)

นิสิตสัตวแพทย์จำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจที่ลึกซึ้งและสามารถนำความรู้นั้นไปใช้ในบริบทวิชาชีพได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ คุณสมบัตินี้เป็นรากฐานสำคัญของความปลอดภัยและคุณภาพในการดูแลสัตว์ รวมถึงการสื่อสารกับเจ้าของสัตว์และผู้ร่วมงาน คุณสมบัติในด้านนี้สามารถอธิบายได้เป็น 3 หัวข้อย่อย ดังนี้

1. ความรู้และการนำไปใช้ (Knowledge and Application)

นิสิตต้องสามารถสะสมความรู้จากแหล่งต่าง ๆ ทั้งจากห้องเรียน ประสบการณ์ภาคสนาม และการเรียนรู้ด้วยตนเอง แล้วนำมาวิเคราะห์ ประมวลผล และประยุกต์ใช้ในการดูแลสัตว์อย่างเหมาะสม ความสามารถในด้านนี้สะท้อนถึงศักยภาพของนิสิตในการเชื่อมโยงความรู้กับการปฏิบัติจริงในสถานการณ์ทางคลินิก เช่น การวางแผนการรักษาสัตว์ป่วย นิสิตจำเป็นต้องเลือกใช้ข้อมูลที่เหมาะสม วิเคราะห์ความเสี่ยง และตัดสินใจภายใต้เวลาจำกัด หากขาดทักษะนี้ อาจนำไปสู่การรักษาที่ไม่ปลอดภัยหรือผิดพลาด

ตัวอย่าง

  • นิสิตสามารถใช้ความรู้เรื่องพยาธิสรีรวิทยาในการวิเคราะห์สาเหตุของอาการผิดปกติในสัตว์
  • นิสิตนำข้อมูลจากบทความวิชาการมาเปรียบเทียบแนวทางการรักษาเพื่อเลือกแนวทางที่เหมาะสมที่สุด

2. ภาษาอังกฤษ (English Language Proficiency)

นิสิตต้องสามารถรับข้อมูล พูด อ่าน และเขียนเป็นภาษาอังกฤษได้ในระดับที่เหมาะสมต่อการเรียนรู้และการทำงานในสาขาวิชาชีพสัตวแพทย์ เนื่องจากองค์ความรู้ส่วนใหญ่ของโลก รวมถึงแนวทางปฏิบัติมาตรฐาน และวารสารวิชาการเป็นภาษาอังกฤษ สัตวแพทย์นั้นจำเป็นต้องอัปเดตความรู้จากแหล่งข้อมูลสากลอย่างต่อเนื่อง รวมถึงอาจต้องทำงานร่วมกับสัตวแพทย์ต่างชาติ นักวิจัย หรือองค์กรระดับนานาชาติ ความสามารถด้านภาษาอังกฤษจึงเป็นทักษะที่ขาดไม่ได้

ตัวอย่าง

  • นิสิตสามารถอ่านบทความวิชาการภาษาอังกฤษ และสรุปเนื้อหาเพื่ออภิปรายในชั้นเรียน
  • เขียนรายงานเคสในคลินิกโดยใช้ภาษาวิชาชีพที่เป็นภาษาอังกฤษ

3. การคำนวณ (Numeracy and Applied Mathematics)

นิสิตต้องมีทักษะในการใช้ตัวเลขอย่างแม่นยำ เพราะการคำนวณเป็นส่วนสำคัญของการปฏิบัติงาน เช่น การคิดขนาดยา การวางแผนการให้สารน้ำ หรือการตีความข้อมูลเชิงปริมาณจากเวชระเบียนหรือรายงานผลตรวจ ซึ่งความผิดพลาดในการคำนวณ เช่น การให้ยาผิดขนาด อาจส่งผลร้ายแรงต่อชีวิตสัตว์ ความสามารถในการใช้คณิตศาสตร์อย่างถูกต้องจึงเป็นพื้นฐานสำคัญที่ขาดไม่ได้ในการปฏิบัติงานของสัตวแพทย์

ตัวอย่าง

  • นิสิตสามารถคำนวณปริมาณยาฉีดสำหรับสัตว์แต่ละตัวตามน้ำหนักและความเข้มข้นของยา
  • วิเคราะห์ข้อมูลผลเลือดเพื่อตัดสินใจว่าจะให้สารน้ำหรือเปลี่ยนแผนการรักษา
  • คำนวณสูตรอาหารเฉพาะสำหรับสัตว์ที่มีภาวะโภชนาการผิดปกติได้
ด้านที่ 6 – ความสามารถด้านการรับรู้ (Sensory Abilities)

คุณสมบัติด้านสุขภาพและความสามารถทางประสาทสัมผัสของผู้เรียนในหลักสูตรสัตวแพทยศาสตรบัณฑิต อ้างอิงตามประกาศภาคีคณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย เรื่องคุณสมบัติเฉพาะของผู้สมัครเข้าเรียนหลักสูตรสัตวแพทยศาสตรบัณฑิต ฉบับ พ.ศ. 2559 ลงวันที่ 7 กรกฎาคม 2559 ทั้งนี้ ผู้สนใจเข้าศึกษาต่อที่มีความบกพร่องทางการมองเห็น การได้ยิน หรือการรับสัมผัส ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนการตัดสินใจสมัครเรียนในหลักสูตรฯ เพื่อให้มั่นใจว่ามีความสามารถเพียงพอในการเรียนรู้และปฏิบัติงานในวิชาชีพ หากความบกพร่องดังกล่าวเกิดขึ้นในระหว่างที่กำลังศึกษา คณะฯ และมหาวิทยาลัยจะดำเนินกระบวนการประเมินผลกระทบต่อการเรียนอย่างรอบด้าน โดยร่วมกับนิสิตและผู้ปกครอง เพื่อหาแนวทางปรับตัวหรือสนับสนุนที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม หากพบว่าความบกพร่องนั้นส่งผลกระทบรุนแรงต่อการปฏิบัติงานจนไม่สามารถแก้ไขได้ อาจจำเป็นต้องพิจารณาให้นิสิตเปลี่ยนไปศึกษาหลักสูตรอื่นที่เหมาะสมกว่า

1. การมองเห็น (Vision)

การมองเห็นเป็นพื้นฐานสำคัญของการเรียนและการปฏิบัติงานทางสัตวแพทย์ ผู้เรียนควรมีระดับการมองเห็นที่เพียงพอในการรับรู้ภาพอย่างชัดเจนเพื่อการตรวจ วินิจฉัย และการปฏิบัติการที่ต้องอาศัยความละเอียดรอบคอบ โดยต้องไม่มีความผิดปกติในการเห็นภาพ โดยมีระดับการมองเห็นในตาข้างที่ดี เมื่อแก้ไขด้วยแว่นสายตาแล้วไม่ต่ำกว่า 6/12 (20/40) รายละเอียดตามประกาศภาคีคณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย ฉบับ พ.ศ. 2559

ตัวอย่าง

  • การเตรียมและจ่ายยาที่ถูกต้อง
  • การสังเกตปฏิกิริยาของสัตว์ต่อการรักษา เช่น การเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยของท่าทางหรือพฤติกรรม
  • การอ่านตัวอักษรเล็กบนหลอดยา
  • การตรวจวินิจฉัยด้วยกล้องจุลทรรศน์

2. การได้ยิน (Hearing)

การได้ยินมีบทบาทสำคัญต่อทั้งการวินิจฉัยและการสื่อสารในสภาพแวดล้อมการทำงานทางสัตวแพทย์ ผู้เรียนควรมีระดับการได้ยินที่ไม่เป็นอุปสรรคต่อการศึกษาและการปฏิบัติงาน โดยต้องไม่มีความผิดปกติของการได้ยินทั้งสองข้าง รายละเอียดตามประกาศภาคีคณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย ฉบับ พ.ศ. 2559

ตัวอย่าง

  • การฟังเสียงการเต้นของหัวใจและการหายใจเพื่อวินิจฉัยความผิดปกติ
  • การฟังเสียงจากเครื่องมือวัด เช่น เครื่องวัดความดันโลหิต
  • การตอบสนองต่อสัญญาณเตือนจากอุปกรณ์ทางการแพทย์หรือทีมงานในสถานการณ์ฉุกเฉิน

3. การรับสัมผัส (Tactile Sense)

การรับสัมผัสเป็นทักษะจำเป็นในการตรวจวินิจฉัยสัตว์ เนื่องจากผู้เรียนต้องใช้การคลำ จับ หรือสัมผัสเพื่อประเมินอาการและตรวจหาความผิดปกติของร่างกายสัตว์ โดยผู้เรียนควรมีความสามารถทางการรับสัมผัสที่ไม่เป็นอุปสรรคต่อการเรียนและการปฏิบัติงาน เพื่อให้สามารถทำกิจกรรมที่ต้องใช้ทักษะการสัมผัสได้อย่างเหมาะสม

ตัวอย่าง

  • การคลำหาตำแหน่งของอวัยวะในช่องท้อง
  • การตรวจหาความผิดปกติของต่อมน้ำเหลือง กล้ามเนื้อ หรือข้อต่อ
  • การสัมผัสเพื่อตรวจหาสัญญาณการตอบสนองของสัตว์ในระหว่างการตรวจทางระบบประสาท
ด้านที่ 7 – ความแข็งแรงและความคล่องตัว (Physical Strength and Mobility)

การเรียนและการปฏิบัติงานด้านสัตวแพทย์ต้องการความพร้อมทางร่างกายที่แข็งแรง และความสามารถในการเคลื่อนไหวทั้งในระดับทักษะการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ (gross motor skills) และทักษะการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก (fine motor skills) เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บต่อตนเอง ผู้อื่น และสัตว์

1. ทักษะการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ (Gross Motor Skills)

นิสิตต้องมีความสามารถในการเคลื่อนไหวร่างกายพื้นฐาน เช่น การยก ถือ ผลัก ดึง ยืน เดิน วิ่ง การบิดตัวและก้มตัว ตลอดจนการควบคุมสัตว์ ทั้งนี้เพื่อให้สามารถจัดการกับงานที่ต้องใช้แรงกายและการประสานงานได้อย่างต่อเนื่องและปลอดภัย การเป็นสัตวแพทย์นั้นเกี่ยวข้องกับการดูแลสัตว์ขนาดใหญ่ เช่น โค ม้า หรือสุนัข รวมถึงการทำงานในสภาพแวดล้อมที่ไม่แน่นอน เช่น ฟาร์ม พื้นที่ขรุขระ หรือคลินิกที่มีพื้นที่จำกัด หากผู้เรียนขาดทักษะการเคลื่อนไหวร่างกายที่เพียงพอ จะส่งผลให้ไม่สามารถควบคุมสัตว์หรือปฏิบัติงานได้อย่างปลอดภัย

ตัวอย่าง

  • การยกหรือเคลื่อนย้ายสัตว์หรือวัตถุที่มีน้ำหนักไม่เกิน 20 กิโลกรัมอย่างปลอดภัย
  • การจับบังคับสัตว์ เช่น โค ม้า สุนัข เป็นต้น
  • การทำหัตถการด้านสูติศาสตร์ เช่น ช่วยคลอดลูกโค
  • การออกจากคอกได้อย่างรวดเร็วเพื่อความปลอดภัย

2. ทักษะการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก (Fine Motor Skills)

นิสิตต้องมีความสามารถในการใช้มือและนิ้วมือเพื่อทำงานที่ต้องการความละเอียด เช่น การจับ บีบ กด หมุน หรือจัดการกับอุปกรณ์ขนาดเล็ก รวมถึงการควบคุมสัตว์ขนาดเล็ก เพื่อให้การปฏิบัติงานทางสัตวแพทย์มีความแม่นยำและปลอดภัย เนื่องจากงานทางสัตวแพทย์ เช่น การทำหัตถการ การใส่สายสวน การเจาะเลือด หรือการผ่าตัด ต้องอาศัยการควบคุมมือและสายตาอย่างละเอียด เพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ถูกต้องและลดความเสี่ยงต่ออันตรายต่อตัวสัตว์และผู้ปฏิบัติ หากผู้เรียนไม่สามารถใช้ทักษะเหล่านี้ได้อย่างเหมาะสม จะส่งผลต่อคุณภาพการรักษาโดยตรง

ตัวอย่าง

  • ใช้เครื่องมือสำหรับการตรวจวินิจฉัย
  • ทำหัตถการ เช่น การใส่สายสวน การเจาะเลือด
  • ถือและควบคุมสัตว์ขนาดเล็ก เช่น หนูเมาส์ หนูตะเภา หรือนก ได้อย่างปลอดภัยและอ่อนโยน
  • ทำการผ่าตัด เช่น การทำหมันสุนัข
ด้านที่ 8 – สุขภาพและสมรรถนะ (Health and Performance)

การเรียนและการปฏิบัติงานทางสัตวแพทย์เป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยทั้งความแข็งแรงทางร่างกายและความมั่นคงทางจิตใจในระดับที่ต่อเนื่องและยั่งยืน นิสิตไม่ได้เพียงแค่เรียนรู้ทฤษฎี แต่ต้องฝึกฝนทักษะการปฏิบัติจริงซึ่งมักต้องใช้พลังงาน การมีสมาธิ และการควบคุมอารมณ์ในระยะเวลายาวนาน เช่น การทำหัตถการผ่าตัด การดูแลสัตว์ในภาวะฉุกเฉิน หรือการวินิจฉัยและรักษาที่ซับซ้อน ความสามารถในการรักษาสุขภาพและสมรรถนะอย่างต่อเนื่องจึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้นิสิตสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างปลอดภัยและมีคุณภาพ

ตัวอย่าง

  • ทำหัตถการที่ใช้เวลานาน เช่น การจัดท่าลูกสัตว์ใหม่
  • สามารถปฏิบัติงานหลายอย่างได้พร้อมกัน เช่น ดูแลสัตว์ไปพร้อมกับเฝ้าสังเกตอาการและบันทึกข้อมูล
ด้านที่ 9 – ความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการมีส่วนร่วม (Diversity, Equity and Inclusion: DEI)

คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มุ่งส่งเสริมความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการมีส่วนร่วมในทุกระดับของการศึกษาและการทำงาน เพื่อให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เคารพในความแตกต่าง เปิดรับทุกอัตลักษณ์ และเอื้อต่อการเรียนรู้ร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ

ผู้ที่เข้ามาศึกษาในคณะต้องเคารพความหลากหลายของผู้อื่นและแสดงออกถึงความเข้าใจในหลักการของ DEI ตลอดระยะเวลาการเรียน ทั้งในห้องเรียน สถานที่ฝึกปฏิบัติ และกิจกรรมของคณะ โดยคาดหวังว่านิสิตจะเติบโตเป็นสัตวแพทย์ที่มีจิตสำนึกด้านความเป็นธรรมและความเท่าเทียม เมื่อสำเร็จการศึกษาและปฏิบัติงานในวิชาชีพ โดยคณะฯ ให้ทุกหน่วยงานถือปฏิบัติในการ:

  • ส่งเสริมการเรียนรู้ การอภิปราย และความเข้าใจเกี่ยวกับความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการมีส่วนร่วม และให้การสนับสนุนอย่างเท่าเทียม
  • การมีส่วนร่วมในทุกหลักสูตรระดับปริญญาตรีและระดับบัณฑิตศึกษาในคณะโดยการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการวิจัย การศึกษา และการทำงานที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน
  • ส่งเสริมความเคารพสิทธิ และเพศสภาพ โดยไม่มีการกีดกันเรื่องการแต่งกาย ทุกคนสามารถแต่งกายตามเพศสภาพที่เหมาะสมตามกาลเทศะ
  • ส่งเสริมให้มีการฝึกอบรมความตระหนักรู้ และความอ่อนไหวต่อบุคลากร และนิสิตในคณะ
  • นำเสนอกิจกรรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการมีส่วนร่วม

ทั้งนี้ หากบุคลากร หรือนิสิตคนใดมีข้อกังวลหรือคำถามเกี่ยวกับเรื่องความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการมีส่วนร่วม โปรดติดต่อรองคณบดีฝ่ายกิจการนิสิต หรือแจ้งเข้าระบบร้องเรียน ISO โดยข้อมูลผู้แจ้งจะถูกจัดการเป็นความลับอย่างเคร่งครัด

การฉีดวัคซีน

วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า (Rabies Vaccination)

เพื่อความปลอดภัยของนิสิตในการฝึกปฏิบัติงานซึ่งอาจมีโอกาสสัมผัสสัตว์หรืออยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อโรคพิษสุนัขบ้า คณะสัตวแพทยศาสตร์ดำเนินการจัดให้มีการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าทุกปีการศึกษา โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

  • นิสิตชั้นปีที่ 1: จะได้รับการฉีดวัคซีนแบบป้องกันล่วงหน้า (Pre-exposure) ในภาคการศึกษาที่ 1
  • นิสิตชั้นปีที่ 2 ขึ้นไป: จะได้รับวัคซีนกระตุ้นภูมิคุ้มกัน (Booster dose) ในภาคการศึกษาที่ 1 หรือตามรอบระยะเวลาที่เหมาะสม

หากนิสิตเคยได้รับวัคซีนมาก่อนจากสถานศึกษาเดิมหรือหน่วยงานอื่น ขอให้นำเอกสารรับรองการฉีดวัคซีนมายื่นเพื่อประกอบการพิจารณา ไม่จำเป็นต้องฉีดซ้ำหากยังอยู่ในช่วงที่มีภูมิคุ้มกันเพียงพอ

Sitemap

เกี่ยวกับคณะ

ภาควิชา

การศึกษา

หน่วยงาน

ข่าวสาร

Sitemap

เกี่ยวกับคณะ

ภาควิชา

การศึกษา

หน่วยงาน

ข่าวสาร

เว็บไซต์นี้มีการจัดเก็บคุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานเว็บไซต์ของท่านให้ดียิ่งขึ้น และเพื่อให้ท่านได้รับการบริการที่ดีที่สุด กรุณากดยอมรับเพื่อยินยอมให้เราใช้คุกกี้
นโยบายความเป็นส่วนตัว